โรคซึมเศร้า(Depressive disorder)
นพ.พีรพงศ์ หวังโรจนรัตน์, นพ.ศิระ กิตติวัฒนโชติ
จิตแพทย์ Morning Mind Clinic
โรคซึมเศร้าคืออะไร เรามาทำความรู้จักและเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้นกันนะครับ
โรคซึมเศร้าคืออะไร? นิยาม คำจำกัดความของโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้า (Depressive disorder) เป็นภาวะทางจิตเวชที่พบได้บ่อยในสังคมปัจจุบัน ซึ่งส่งผลกระทบต่ออารมณ์ ความคิด และพฤติกรรมของผู้ป่วย โดยอาจทำให้เกิดความรู้สึกเศร้า ว่างเปล่า สิ้นหวัง และขาดพลังงานในการทำสิ่งต่างๆ ในชีวิตประจำวัน อาการของโรคซึมเศร้าไม่ได้เป็นเพียงความรู้สึกแย่ชั่วคราว แต่สามารถส่งผลต่อสุขภาพจิตและร่างกายในระยะยาวได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม
ความสำคัญของการทำความเข้าใจโรคซึมเศร้า
แม้ว่าโรคซึมเศร้าจะเป็นภาวะที่รักษาได้ แต่กลับมีผู้ป่วยจำนวนมากที่ไม่รู้ว่าตนเองกำลังเผชิญกับภาวะนี้ หรืออาจลังเลที่จะขอความช่วยเหลือเนื่องจากความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคทางจิตเวช สังคมบางแห่งยังคงมองว่าโรคซึมเศร้าเป็นเพียง “ความอ่อนแอ” หรือ “ภาวะทางอารมณ์ที่สามารถควบคุมได้ด้วยตัวเอง” แต่ในความเป็นจริง โรคซึมเศร้ามีสาเหตุที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในสมอง ปัจจัยทางพันธุกรรม และสภาพแวดล้อมรอบตัว
สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณหรือคนใกล้ชิดอาจเป็นโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้ามีลักษณะอาการที่สามารถสังเกตได้ ดังนี้:
- ✔️ รู้สึกเศร้า หดหู่ เบื่อหน่ายตลอดเวลา
- ✔️ สูญเสียความสนใจหรือความเพลิดเพลินในกิจกรรมที่เคยชอบ
- ✔️ อ่อนเพลีย เหนื่อยล้า หรือไม่มีพลังงานในการทำกิจวัตรประจำวัน
- ✔️ มีปัญหาเกี่ยวกับการนอนหลับ (นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป)
- ✔️ เบื่ออาหารทานได้น้อยจนทำให้น้ำหนักลดลง
- ✔️ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หรือตำหนิตัวเองมากเกินไป
- ✔️ สมาธิแย่ลงไม่ดีเหมือนก่อน
- ✔️ ทำอะไรช้าลงไปหมด คิดช้า พูดช้า ทำช้า
- ✔️ มีความคิดฆ่าตัวตายหรือทำร้ายตัวเอง
หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการเหล่านี้เป็นเวลานานกว่า สองสัปดาห์ อาจเป็นสัญญาณของโรคซึมเศร้า และควรปรึกษาจิตแพทย์เพื่อขอคำแนะนำ
โรคซึมเศร้าต่างจากความรู้สึกเศร้าทั่วไปอย่างไร?
ความรู้สึกเศร้าเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ตามปกติในชีวิต แต่โดยทั่วไปแล้วจะเป็นเพียงชั่วคราวและสามารถดีขึ้นได้เอง อย่างไรก็ตามโรคซึมเศร้ามีลักษณะของอารมณ์เศร้าที่ต่อเนื่องยาวนานและรุนแรงมากพอที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตปกติ
ในบทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ ชนิดของโรคซึมเศร้า, สาเหตุ, แนวทางการรักษา, และ วิธีการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ เพื่อให้ผู้อ่านสามารถรับรู้ถึงความสำคัญของโรคนี้ และสามารถขอรับการรักษาได้อย่างเหมาะสม
1. ชนิดของโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้าไม่ได้มีเพียงรูปแบบเดียว แต่สามารถแบ่งออกเป็นหลายชนิด โดยแต่ละชนิดมีลักษณะอาการและความรุนแรงที่แตกต่างกัน การเข้าใจถึงชนิดของโรคซึมเศร้าจะช่วยให้สามารถวินิจฉัยและเลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมได้อย่างถูกต้อง โรคซึมเศร้าแบ่งเป็นชนิดต่างๆดังนี้
1.1 Major Depressive Disorder (MDD) – โรคซึมเศร้าระดับรุนแรง
MDD หรือ โรคซึมเศร้าแบบรุนแรง เป็นรูปแบบที่พบได้บ่อยที่สุด มีลักษณะของอาการซึมเศร้าอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน ไม่น้อยกว่า 2 สัปดาห์ และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
MDD สามารถเกิดขึ้นได้เพียงครั้งเดียว (Single Episode) หรือเป็นซ้ำ (Recurrent Episode) ซึ่งหากเป็นซ้ำหลายครั้ง อาจต้องได้รับการรักษาระยะยาวเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
1.2 Persistent Depressive Disorder (Dysthymia) – โรคซึมเศร้าเรื้อรัง
Dysthymia หรือ โรคซึมเศร้าเรื้อรัง เป็นภาวะที่มีอาการซึมเศร้าแบบไม่รุนแรงมาก แต่เกิดขึ้นต่อเนื่องเป็นระยะเวลานาน อย่างน้อย 2 ปี (ในผู้ใหญ่) หรือ 1 ปี (ในวัยรุ่น)
แม้ว่าอาการของ Dysthymia จะไม่รุนแรงเท่า MDD แต่เนื่องจากอาการเกิดขึ้นเป็นเวลานาน อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้มากในระยะยาว
1.3 ภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode) ใน Bipolar Disorder (ภาวะอารมณ์สองขั้ว)
โรคไบโพลาร์เป็นภาวะที่มีช่วง อารมณ์แปรปรวนเป็นสองขั้ว คือช่วง ภาวะซึมเศร้า (Depressive Episode) และช่วง ภาวะอารมณ์ดีผิดปกติ (Manic Episode หรือ Hypomanic Episode)
ภาวะซึมเศร้าในโรคไบโพลาร์คล้ายกับ MDD แต่มีความแตกต่างที่สำคัญคือ ผู้ป่วยจะมีช่วงของอารมณ์ดีหรือกระตือรือร้นมากเกินไป (Mania หรือ Hypomania) แทรกอยู่ด้วย ซึ่งทำให้การรักษาแตกต่างจากโรคซึมเศร้าแบบทั่วไป
1.4 ภาวะซึมเศร้าที่เกิดจากสาเหตุทางกายต่างๆ
โรคซึมเศร้าไม่ได้เกิดจากปัจจัยทางจิตใจเพียงอย่างเดียว แต่ในบางกรณีอาจเกิดจากปัจจัยทางร่างกายที่ส่งผลกระทบต่อสมดุลของสารเคมีในสมอง ภาวะซึมเศร้าประเภทนี้เรียกว่า “ภาวะซึมเศร้าจากสาเหตุทางกาย” (Depression due to Medical Conditions) ซึ่งพบได้ในกลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะฮอร์โมนผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หรือโรคบางชนิดที่มีผลกระทบต่อระบบประสาท ตัวอย่างเช่น
@ Premenstrual Dysphoric Disorder (PMDD) – โรคซึมเศร้าก่อนมีประจำเดือน
PMDD เป็นภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นก่อนมีประจำเดือน โดยจะมีอาการซึมเศร้าหรืออารมณ์แปรปรวนอย่างรุนแรงในช่วง 1-2 สัปดาห์ก่อนมีประจำเดือน และดีขึ้นหลังจากมีประจำเดือน
PMDD แตกต่างจาก PMS (Premenstrual Syndrome) ตรงที่อาการรุนแรงกว่า และส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน
@ Postpartum Depression – โรคซึมเศร้าหลังคลอด
โรคซึมเศร้าหลังคลอด เป็นภาวะซึมเศร้าที่เกิดขึ้นในคุณแม่หลังคลอด ภายใน 4 สัปดาห์ถึง 1 ปีหลังคลอด ซึ่งมีสาเหตุมาจาก:
- การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนหลังคลอด
- ความเครียดและความกดดันจากการเลี้ยงลูก
- ความรู้สึกโดดเดี่ยว หรือขาดการสนับสนุนจากครอบครัว
โรคซึมเศร้าหลังคลอด จำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม เนื่องจากอาจส่งผลต่อทั้งแม่และลูกได้
@ Depression due to Hypothyroidism – ภาวะซึมเศร้าจากภาวะไฮโปไทรอยด์ ซึ่งทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้
@ Depression due to SLE – โรคซึมเศร้าจากภาวะ SLE ซึ่งทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้
1.5 โรคซึมเศร้าที่เกิดจากยาหรือสารต่างๆ (Substance induced Depressive Disorder) ได้แก่ โรคซึมเศร้าที่อาการซึมเศร้ามีสาเหตุมาจากยาหรือสารต่างๆ เช่น Alcohol, Steroids
2. การวินิจฉัยโรคซึมเศร้า – Major Depressive Disorder (MDD)
โรคซึมเศร้าสามารถวินิจฉัยได้โดย จิตแพทย์ โดยใช้แนวทางดังนี้:
2.1 การใช้เกณฑ์ DSM-5
DSM-5 (The Diagnostic and Statistical Manual of Mental Disorders, 5th Edition) เป็นแนวทางที่ใช้ในการวินิจฉัยโรคทางจิตเวช ซึ่งกำหนดว่าการวินิจฉัยโรคซึมเศร้า ผู้ป่วยต้องมีอาการอย่างน้อย 5 ใน 9 ข้อ และต้องเกิดขึ้นต่อเนื่องอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ได้แก่:
- ✅ อารมณ์ซึมเศร้าเกือบทั้งวัน (Depressed mood most of the day)
- ✅ สูญเสียความสนใจหรือความสุขในกิจกรรมต่างๆ (Markedly diminished interest or pleasure in all, or almost all, activities most of the day)
- ✅ น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นผิดปกติ
- ✅ นอนไม่หลับหรือนอนมากเกินไป (Insomnia หรือ Hypersomnia)
- ✅ อ่อนเพลีย ไม่มีพลังงาน (Fatigue or loss of energy)
- ✅ รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า หรือตำหนิตัวเองมากเกินไป (Feelings of worthlessness or excessive guilt)
- ✅ มีปัญหาในการคิด การตัดสินใจ หรือสมาธิลดลง (Diminished ability to think or concentrate)
- ✅ กระสับกระส่าย หรือเชื่องช้าลงผิดปกติ (Psychomotor agitation or retardation)
- ✅ มีความคิดเกี่ยวกับความตายหรือฆ่าตัวตาย (Recurrent thoughts of death, suicidal ideation, or attempt)
Additional Required Criteria (เกณฑ์เพิ่มเติมที่ต้องพิจารณา)
นอกจาก 5 ใน 9 อาการข้างต้นแล้ว DSM-5 ยังระบุ เงื่อนไขเพิ่มเติมที่ต้องเข้าเกณฑ์ เพื่อให้สามารถวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า Major Depressive Disorder (MDD) ได้อย่างถูกต้อง:
- ✅ อาการต้องรุนแรงพอที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวัน (Symptoms cause clinically significant distress or impairment in social, occupational, or other important areas of functioning.)
- ✅ อาการต้องไม่เกิดจากผลของสารเสพติดหรือภาวะทางการแพทย์อื่น ๆ เช่น โรคไทรอยด์ผิดปกติ, การใช้ยาเสพติด หรือผลข้างเคียงจากยา (The symptoms are not due to the physiological effects of a substance or another medical condition.)
- ✅ อาการต้องไม่สามารถอธิบายได้จากโรคทางจิตเวชอื่น ๆ เช่น Bipolar Disorder หรือ Schizoaffective Disorder (The symptoms are not better explained by another mental disorder.)
- ✅ ไม่มีประวัติของภาวะ Mania หรือ Hypomania (There has never been a manic or hypomanic episode.)
หมายเหตุ: หากผู้ป่วยเคยมีภาวะ Mania หรือ Hypomania มาก่อน แม้จะเคยมีช่วงของภาวะซึมเศร้า ก็จะถูกวินิจฉัยว่าเป็น Bipolar Disorder แทน
2.2 การตรวจสอบสาเหตุทางกายภาพ
นอกจากการวินิจฉัยทางจิตเวช แพทย์อาจทำการตรวจเลือดหรือทดสอบสุขภาพร่างกายเพื่อตรวจสอบสาเหตุอื่นๆ ที่อาจทำให้เกิดภาวะซึมเศร้า เช่น:
- โรคไทรอยด์ผิดปกติ ซึ่งสามารถทำให้เกิดอาการซึมเศร้าได้
- ภาวะพร่องวิตามิน B12 หรือ D
- ผลข้างเคียงจากยา เช่น สเตียรอยด์ หรือยารักษาความดันโลหิต
3.การรักษาโรคซึมเศร้า
การรักษาโรคซึมเศร้ามีหลายวิธี ซึ่งการเลือกใช้วิธีต่างๆอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่างร่วมกัน ควร ปรึกษาจิตแพทย์ การรักษาโรคซึมเศร้ามีวิธีต่างๆ ดังนี้
3.1 การรักษาด้วยยา
ยาต้านเศร้า (Antidepressants) เป็นหนึ่งในวิธีการรักษาหลักของโรคซึมเศร้า โดยมีบทบาทในการปรับสมดุลของสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ การทำความเข้าใจถึง กลไกการทำงานของยา ผลลัพธ์จากการศึกษา และระยะเวลาที่ต้องใช้ยา จะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับการรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ
3.1.1. ยาต้านเศร้าคืออะไร และทำงานอย่างไร?
ยาต้านเศร้าทำงานโดยการปรับระดับของสารสื่อประสาทที่สำคัญในสมอง ซึ่งมีบทบาทต่ออารมณ์และความรู้สึก ได้แก่:
- เซโรโทนิน (Serotonin, 5-HT) → ควบคุมอารมณ์ ความสงบ และการนอน
- นอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine, NE) → ส่งผลต่อพลังงานและการตอบสนองต่อความเครียด
- โดปามีน (Dopamine, DA) → มีผลต่อแรงจูงใจและความพึงพอใจ
ยาต้านเศร้าทำงานโดยการเพิ่มระดับของสารสื่อประสาทเหล่านี้ในสมอง เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้าได้
3.1.2. กลุ่มของยาต้านเศร้า และความแตกต่างในการรักษา
ยาต้านเศร้าสามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ตามกลไกการออกฤทธิ์ ได้แก่:
(1) Selective Serotonin Reuptake Inhibitors (SSRIs) – เป็นยาต้านเศร้ากลุ่มแรกที่นิยมใช้
- ✅ กลไก: เพิ่มระดับเซโรโทนินโดยการยับยั้งการดูดกลับที่ปลายประสาท
- ✅ ตัวอย่างยา: Fluoxetine, Sertraline, Escitalopram, Paroxetine
- ✅ ข้อดี:ผลข้างเคียงน้อยกว่ายากลุ่มเก่า, มีประสิทธิภาพสูงและปลอดภัย
- ✅ ข้อเสีย: อาจมีผลข้างเคียงเช่น คลื่นไส้ นอนไม่หลับ หรือความต้องการทางเพศลดลง
(2) Serotonin-Norepinephrine Reuptake Inhibitors (SNRIs) – สำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อ SSRIs
- ✅ กลไก: เพิ่มระดับของทั้ง เซโรโทนิน และ นอร์เอพิเนฟริน
- ✅ ตัวอย่างยา: Venlafaxine, Duloxetine, Desvenlafaxine
- ✅ ข้อดี: มีผลต่ออาการปวดเรื้อรัง เช่น โรคปวดกล้ามเนื้อ Fibromyalgia
- ✅ ข้อเสีย: อาจเพิ่มความดันโลหิตและทำให้วิตกกังวลในบางกรณี
(3) Tricyclic Antidepressants (TCAs) – ยาต้านเศร้ากลุ่มเก่าที่มีประสิทธิภาพสูง
- ✅ กลไก: เพิ่มระดับของ เซโรโทนินและนอร์เอพิเนฟริน แต่มีผลต่อสารสื่อประสาทอื่นๆ ด้วย
- ✅ ตัวอย่างยา: Amitriptyline, Nortriptyline, Imipramine
- ✅ ข้อดี: มีประสิทธิภาพสูงในการรักษาภาวะซึมเศร้ารุนแรง
- ✅ ข้อเสีย: มีผลข้างเคียงมาก เช่น ง่วงนอน ปากแห้ง ท้องผูก ความดันโลหิตต่ำ
(4) ยาต้านเศร้ากลุ่มอื่นๆ
ซึ่งปัจจุบันมียากลุ่มใหม่หลายๆตัว ที่ผ่านการศึกษาพบว่ามีประสิทธิภาพในการรักษาโรคซึมเศร้า เช่น Mirtazapine, Agomelatine
3.1.3. จากการศึกษาพบว่ายาต้านเศร้ามีประสิทธิภาพเพียงใด?
สถิติความสำเร็จของยาต้านเศร้า
- 60-70% ของผู้ป่วยซึมเศร้าตอบสนองต่อยาต้านเศร้า ภายใน 4-6 สัปดาห์
- ประมาณ 30% ของผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อยาตัวแรก และต้องปรับเปลี่ยนยา
- การใช้ยาต้านเศร้าร่วมกับ CBT หรือ MBCT สามารถเพิ่มโอกาสฟื้นตัวได้ถึง 70-80%
หมายเหตุ: ยาต้านเศร้าไม่ได้มีผลทันที ผู้ป่วยต้องใช้เวลาอย่างน้อย 2-4 สัปดาห์ก่อนเห็นผลที่ชัดเจน
3.1.4. ต้องใช้ยาต้านเศร้านานแค่ไหน?
ระยะเวลาในการใช้ยาแตกต่างกันไปตามความรุนแรงของโรคและประวัติการเป็นซ้ำ
(1) การใช้ยาในผู้ป่วยซึมเศร้าครั้งแรก
- ✅ ควรใช้ยา อย่างน้อย 6-12 เดือน แม้ว่าจะรู้สึกดีขึ้นแล้ว
- ✅ หยุดยาเร็วเกินไปอาจทำให้เกิดการกลับเป็นซ้ำได้ถึง 50%
(2) การใช้ยาในผู้ที่เคยเป็นซึมเศร้าซ้ำ
- ✅ ผู้ที่เป็นซ้ำมากกว่า 2 ครั้ง ควรใช้ยา 1-2 ปี
- ✅ หากเป็นซ้ำบ่อยๆ หรือมีภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง อาจต้องใช้ยาตลอดชีวิต
ข้อควรระวัง: การหยุดยาต้องทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป ห้ามหยุดยาเองโดยไม่ได้รับคำแนะนำจากแพทย์ เนื่องจากอาจเกิด Withdrawal Symptoms เช่น เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ วิตกกังวล
3.1.5. การเลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับผู้ป่วย
แพทย์จะเลือกยาต้านเศร้าตามปัจจัยต่างๆ เช่น
- ✔️ ประวัติการใช้ยาและการตอบสนองต่อยาในอดีต
- ✔️ อาการของโรคซึมเศร้า เช่น หากมีอาการวิตกกังวลร่วม อาจเลือก SSRIs
- ✔️ ผลข้างเคียงที่ผู้ป่วยสามารถทนได้ เช่น หากต้องการยาที่ช่วยให้นอนหลับ อาจเลือก Mirtazapine
- ✔️ ภาวะสุขภาพอื่นๆ เช่น หากมีโรคหัวใจ อาจหลีกเลี่ยง TCAs
3.2 การทำจิตบำบัด(Psychotherapy)
จากการศึกษาพบว่าการทำจิตบำบัดแบบ CBT มีประสิทธิภาพในการรักษาโรคซึมเศร้า อย่างไรก็ตามหากอาการซึมเศร้ามีความรุนแรงในระดับสูง ควรรักษาด้วยการใช้ยาควบคู่กับการทำจิตบำบัดด้วย
3.2.1. Cognitive Behavioral Therapy (CBT) – การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม
Cognitive Behavioral Therapy (CBT) หรือ การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม เป็นแนวทางการรักษาโรคซึมเศร้าที่ได้รับการพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีประสิทธิภาพสูง CBT มุ่งเน้นไปที่การปรับเปลี่ยนรูปแบบความคิดและพฤติกรรมที่เป็นปัญหา เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับอาการซึมเศร้าได้ดีขึ้น
(1) CBT คืออะไร และทำงานอย่างไร?
CBT เป็นการบำบัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยสามารถ ระบุและเปลี่ยนแปลงความคิดลบ (Negative Thinking Patterns) และพฤติกรรมที่ส่งผลเสีย โดยมุ่งเน้นไปที่ 3 องค์ประกอบหลัก:
- ✅ 1. ความคิด (Cognition): ช่วยให้ผู้ป่วยตระหนักถึงรูปแบบความคิดที่เป็นลบ และหาวิธีปรับเปลี่ยนความคิดให้เป็นกลางหรือเป็นบวกมากขึ้น
- ✅ 2. พฤติกรรม (Behavior): แก้ไขพฤติกรรมที่ส่งเสริมอาการซึมเศร้า เช่น การหลีกเลี่ยงสังคม หรือการละเลยกิจกรรมที่เคยทำให้มีความสุข
- ✅ 3. อารมณ์ (Emotion): การเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมสามารถช่วยให้ผู้ป่วยรู้สึกดีขึ้นและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
CBT แตกต่างจากการบำบัดแบบอื่นอย่างไร?
- เน้นปัจจุบันมากกว่าการขุดคุ้ยอดีต – CBT ไม่ได้เน้นการวิเคราะห์อดีตมากเกินไป แต่ช่วยให้ผู้ป่วยรับมือกับปัจจุบันและอนาคต
- มีโครงสร้างชัดเจน และมีเป้าหมายที่วัดผลได้ – มีการบ้านและแบบฝึกหัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยพัฒนาทักษะในการรับมือกับอาการซึมเศร้า
- ใช้เวลาไม่นาน (Short-term Therapy) – CBT มักใช้ระยะเวลารักษาประมาณ 12-20 สัปดาห์ และมีประสิทธิภาพสูง
(2) วิธีการทำงานของ CBT ในการรักษาโรคซึมเศร้า
CBT ช่วยให้ผู้ป่วย รับรู้และจัดการกับความคิดลบ ผ่านกระบวนการดังนี้:
(2.1)การระบุความคิดเชิงลบ (Identifying Negative Thought Patterns)
- ผู้ป่วยมักมี Cognitive Distortions (กับดักทางความคิด) เช่น All-or-Nothing Thinking, Overgeneralization หรือ Catastrophizing
- ตัวอย่าง:
❌ “ฉันทำผิดพลาด แสดงว่าฉันล้มเหลวหมดทุกอย่าง” (Overgeneralization)
✅ เปลี่ยนเป็น: “ฉันทำผิดพลาดครั้งนี้ แต่ฉันยังสามารถเรียนรู้และปรับปรุงได้”
(2.2) การท้าทายความคิดลบ (Challenging Negative Thoughts)
- นักบำบัดจะช่วยให้ผู้ป่วย ตั้งคำถามกับความคิดลบ และทบทวนหลักฐานเพื่อปรับมุมมอง
- ตัวอย่าง:
❓ “ฉันคิดว่าไม่มีใครชอบฉันเลย” → มีหลักฐานอะไรที่สนับสนุนหรือหักล้างความคิดนี้?
(2.3) การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม (Behavioral Activation)
- การส่งเสริมให้ผู้ป่วยกลับไปทำกิจกรรมที่เคยทำให้รู้สึกดี เช่น ออกกำลังกาย พบปะเพื่อนฝูง หรือทำงานอดิเรก
- การตั้งเป้าหมายเล็กๆ ที่เป็นไปได้ เช่น เริ่มต้นด้วยการเดินเล่นวันละ 10 นาที
(2.4) การฝึกทักษะเพื่อจัดการกับความเครียดและอารมณ์ (Coping Strategies)
- การฝึกหายใจลึกและการทำสมาธิ (Mindfulness & Relaxation Techniques)
- การฝึกปรับเปลี่ยนมุมมอง (Cognitive Restructuring)
(3) ผลลัพธ์จากการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับ CBT ในการรักษาซึมเศร้า
จากการศึกษาพบว่า:
- CBT มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับยาต้านเศร้า (Antidepressants) ในการรักษาผู้ป่วยซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- 50-75% ของผู้ป่วยที่ได้รับการบำบัดด้วย CBT มีอาการดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
- CBT สามารถลดอัตราการกลับเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้าได้มากกว่า 50%
- CBT มีผลข้างเคียงน้อยกว่าการใช้ยา และเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ไม่ต้องการพึ่งยาต้านเศร้า
หมายเหตุ:
- CBT อาจไม่ได้ผลดีสำหรับผู้ป่วยซึมเศร้าระดับรุนแรงเพียงอย่างเดียว อาจต้องใช้ร่วมกับ ยาต้านเศร้า
- CBT + Antidepressants มีประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
(4) CBT ควรใช้ในกรณีไหน?
- ซึมเศร้าระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง: สามารถใช้ CBT เป็นการรักษาหลัก
- ซึมเศร้าระดับรุนแรง: มักใช้ CBT ควบคู่กับยาต้านเศร้า
- ซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymia): CBT ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้การจัดการความเครียดในระยะยาว
- ผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อยาหรือต้องการลดปริมาณการใช้ยา: สามารถใช้ CBT เป็นทางเลือก
(5) CBT ฝึกให้รู้จักจัดการกับความคิดบิดเบือนต่างๆ
Cognitive Distortions: รูปแบบการบิดเบือนทางความคิด
Cognitive Distortions หรือ “กับดักทางความคิด” เป็นแนวคิดที่อธิบายว่า ผู้ป่วยซึมเศร้ามีแนวโน้มที่จะมองโลกผ่านกรอบความคิดที่ผิดเพี้ยน ซึ่งส่งผลให้พวกเขารู้สึกแย่ขึ้น โดยมีประเภทหลักๆ ดังต่อไปนี้
(5.1) All-or-Nothing Thinking (การคิดแบบสุดโต่ง)
มองทุกอย่างเป็นขาวหรือดำ ไม่มีตรงกลาง เช่น
- “ถ้าฉันไม่ทำได้ดีเยี่ยม แสดงว่าฉันล้มเหลว”
- “ถ้าคนอื่นไม่ชอบฉัน แสดงว่าพวกเขาเกลียดฉัน”
(5.2) Overgeneralization (การเหมารวม)
ตีความเหตุการณ์เพียงครั้งเดียวว่าเป็นความจริงที่เกิดขึ้นเสมอ เช่น
- “ฉันเคยสอบตก แสดงว่าฉันจะไม่มีวันเรียนเก่งได้เลย”
- “ฉันถูกคนรักทิ้ง แสดงว่าไม่มีใครจะรักฉันได้อีก”
(5.3) Mental Filtering (การเลือกมองเฉพาะสิ่งแย่ๆ)
ให้ความสำคัญกับสิ่งแย่ๆ เพียงด้านเดียว และมองข้ามสิ่งดีๆ เช่น
- “แม้ว่าฉันจะทำงานสำเร็จไป 9 อย่าง แต่เพราะฉันทำพลาด 1 อย่าง แสดงว่าฉันไร้ความสามารถ”
(5.4) Disqualifying the Positive (การปฏิเสธสิ่งดีๆ)
ปฏิเสธหรือลดคุณค่าของสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้น เช่น
- “พวกเขาชมฉันเพราะแค่พูดให้กำลังใจ ไม่ใช่เพราะฉันทำได้ดีจริงๆ”
- “ฉันสอบผ่านเพราะโชคช่วย ไม่ใช่เพราะความสามารถของฉัน”
(5.5) Jumping to Conclusions (การสรุปด่วนโดยไม่มีหลักฐาน)
แบ่งเป็น 2 รูปแบบหลัก:
✅ Mind Reading (การอ่านใจผู้อื่น) – คิดไปเองว่าคนอื่นมองเราในทางลบ เช่น
- “พวกเขาคงคิดว่าฉันเป็นคนงี่เง่า”
✅ Fortune Telling (การทำนายอนาคต) – คาดการณ์อนาคตในทางลบโดยไม่มีหลักฐาน เช่น
- “ฉันจะไม่มีวันได้งานดีๆ แน่นอน”
(5.6) Magnification & Minimization (การขยายปัญหาหรือมองข้ามข้อดีของตัวเอง)
Magnification (การขยายปัญหา) – ทำให้ปัญหาดูใหญ่เกินจริง เช่น
- “ฉันทำผิดพลาดครั้งเดียว แสดงว่าฉันไม่มีทางประสบความสำเร็จได้เลย”
Minimization (การมองข้ามข้อดีของตัวเอง) – ลดคุณค่าของความสำเร็จของตัวเอง เช่น
- “ฉันแค่โชคดีเท่านั้นเอง ไม่ใช่ว่าฉันทำได้ดีจริงๆ”
(5.7) Emotional Reasoning (ใช้ความรู้สึกแทนข้อเท็จจริง)
เชื่อว่าความรู้สึกของตัวเองเป็นความจริง เช่น
- “ฉันรู้สึกไร้ค่ามาก นั่นหมายความว่าฉันต้องเป็นคนไร้ค่าแน่ๆ”
- “ฉันรู้สึกว่าทุกคนเกลียดฉัน แสดงว่ามันต้องเป็นเรื่องจริง”
(5.8) “Should” Statements (การใช้คำว่า “ควรจะ” กับตัวเองมากเกินไป)
ตั้งมาตรฐานที่เข้มงวดให้กับตัวเอง เช่น
- “ฉันควรจะเก่งกว่านี้”
- “ฉันต้องไม่ทำผิดพลาดเลย”
(5.9) Labeling (การติดฉลากตัวเองในทางลบ)
แทนที่จะพิจารณาพฤติกรรมเพียงครั้งเดียว กลับเหมารวมและตีตราตัวเอง เช่น
- “ฉันสอบตก แสดงว่าฉันมันโง่”
- “ฉันลืมส่งงาน แสดงว่าฉันเป็นคนขี้แพ้”
(5.10) Personalization (การโทษตัวเองทุกอย่าง)
คิดว่าตัวเองเป็นสาเหตุของปัญหาทั้งหมด แม้ว่าจะไม่มีหลักฐาน เช่น
- “พ่อแม่ทะเลาะกันเพราะฉันเป็นลูกที่ไม่ดี”
- “เพื่อนในกลุ่มเงียบไป แสดงว่าพวกเขาโกรธฉันแน่ๆ”
(6) CBT ใช้ในการฝึกปรับ Cognitive Triad
Cognitive Triad คืออะไร?
Cognitive Triad หรือ “สามเหลี่ยมความคิดด้านลบ” เป็นแนวคิดทางจิตวิทยาที่พัฒนาโดย Aaron Beck นักจิตวิทยาชื่อดังซึ่งเป็นผู้บุกเบิก Cognitive Behavioral Therapy (CBT) แนวคิดนี้อธิบายว่า ผู้ที่เป็นโรคซึมเศร้ามักมีรูปแบบความคิดที่เป็นลบเกี่ยวกับ 3 ด้านหลัก ได้แก่
1. มุมมองต่อตัวเอง (Negative View of Self) – รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า ไม่ดีพอ หรือเป็นภาระให้กับผู้อื่น เช่น
- “ฉันล้มเหลวในทุกสิ่ง”
- “ฉันไม่คู่ควรกับความรักและการยอมรับ”
2. มุมมองต่อโลก (Negative View of the World) – รู้สึกว่าโลกเป็นสถานที่ที่โหดร้าย ไม่มีความยุติธรรม หรือไม่มีอะไรที่สามารถทำให้รู้สึกดีขึ้นได้ เช่น
- “ไม่มีใครสนใจฉันจริงๆ”
- “โลกนี้เต็มไปด้วยความผิดหวัง”
3. มุมมองต่ออนาคต (Negative View of the Future) – คิดว่าสิ่งต่างๆ จะไม่มีวันดีขึ้น และรู้สึกหมดหวังเกี่ยวกับอนาคต เช่น
- “ฉันไม่มีวันประสบความสำเร็จ”
- “ไม่มีอะไรที่จะทำให้ฉันมีความสุขได้”
Cognitive Triad กับโรคซึมเศร้า
การที่ผู้ป่วยมีความคิดลบทั้ง 3 ด้านนี้ เป็นวงจรที่ทำให้โรคซึมเศร้ารุนแรงขึ้นและเรื้อรัง เช่น
คนที่รู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า (Negative View of Self) อาจไม่อยากเข้าสังคม (Negative View of the World) และคิดว่าอนาคตของตัวเองไม่มีทางดีขึ้น (Negative View of the Future)
วงจรความคิดลบนี้จะทำให้ผู้ป่วยรู้สึกสิ้นหวัง ขาดแรงจูงใจ และอาจนำไปสู่พฤติกรรมเชิงลบ เช่น การแยกตัวจากสังคม การละเลยกิจวัตรประจำวัน หรือแม้กระทั่งความคิดฆ่าตัวตาย
ตัวอย่างของ Cognitive Triad ในชีวิตจริง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น | มุมมองของคนปกติ | มุมมองของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า |
สอบตก | “ครั้งหน้าฉันจะตั้งใจอ่านหนังสือมากขึ้น” | “ฉันมันโง่ ไม่มีทางทำได้ดีขึ้น” |
โดนปฏิเสธจากงาน | “อาจมีโอกาสที่ดีกว่ารออยู่” | “ฉันไม่คู่ควรกับงานที่ดี” |
ถูกวิจารณ์ | “ฉันจะนำคำแนะนำไปปรับปรุง” | “ทุกคนต้องเกลียดฉันแน่ๆ” |
สังเกตได้ว่า ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามักจะตีความเหตุการณ์ในทางลบเสมอ ซึ่งทำให้พวกเขาติดอยู่ในกับดักของความคิดเชิงลบ
แนวทางที่สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเปลี่ยนแปลงรูปแบบความคิด Cognitive Triad เหล่านี้ ได้แก่
1. Cognitive Behavioral Therapy (CBT)
CBT เป็นการบำบัดที่ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ การระบุความคิดลบและเปลี่ยนเป็นความคิดที่เป็นกลางหรือเป็นบวกมากขึ้น
ตัวอย่าง:
✅ เปลี่ยนจาก “ฉันมันล้มเหลว” → “ฉันอาจจะผิดพลาด แต่ฉันสามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองได้”
2. การบันทึกความคิด (Thought Record)
ผู้ป่วยสามารถใช้ การจดบันทึกความคิด เพื่อทบทวนว่าความคิดของตนเองสมเหตุสมผลหรือไม่
ตัวอย่าง:
✏️ เขียนเหตุการณ์ → เขียนความคิดที่เกิดขึ้น → ประเมินความถูกต้องของความคิด
3. ฝึก Mindfulness และ MBCT
Mindfulness-Based Cognitive Therapy (MBCT) ช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ การอยู่กับปัจจุบัน และไม่ปล่อยให้ความคิดลบมาครอบงำ
4. การทบทวนหลักฐาน (Cognitive Restructuring)
ช่วยให้ผู้ป่วย ฝึกคิดเชิงตรรกะและตั้งคำถามกับความคิดลบของตัวเอง เช่น
❓ “มีหลักฐานอะไรที่บอกว่าฉันไม่มีทางประสบความสำเร็จ?”
3.2.2 MBCT (Mindfulness-Based Cognitive Therapy) – การบำบัดด้วยการตระหนักรู้เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้า
Mindfulness-Based Cognitive Therapy (MBCT) เป็นแนวทางการบำบัดทางจิตวิทยาที่ถูกพัฒนาเพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้า โดยผสมผสานระหว่าง การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม (CBT) กับ การฝึกสติ (Mindfulness Meditation) ซึ่งช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรับมือกับความคิดเชิงลบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
(1) MBCT คืออะไร และแตกต่างจาก CBT อย่างไร?
CBT (Cognitive Behavioral Therapy)
- เน้นไปที่ การปรับเปลี่ยนความคิดเชิงลบ (Negative Thought Patterns) และพฤติกรรมที่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์
- ใช้หลักการของ Cognitive Restructuring เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยท้าทายความคิดลบและเปลี่ยนแปลงมุมมอง
- MBCT (Mindfulness-Based Cognitive Therapy)
- เน้นไปที่ การตระหนักรู้และยอมรับความคิดและอารมณ์ของตัวเองโดยไม่ตัดสิน
- ฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ การอยู่กับปัจจุบัน และปล่อยวางจากความคิดลบ
สรุปความแตกต่าง:
ลักษณะ | CBT | MBCT |
เป้าหมาย | เปลี่ยนความคิดลบ | สังเกตและยอมรับความคิดโดยไม่ตัดสิน |
เน้นไปที่ | การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม | การฝึกสติและความตระหนักรู้ |
ใช้กับ | ซึมเศร้า วิตกกังวล PTSD | ป้องกันการกลับเป็นซ้ำของซึมเศร้า |
MBCT ไม่ได้พยายามเปลี่ยนแปลงความคิด แต่ช่วยให้ผู้ป่วย “อยู่กับมัน” และเรียนรู้ที่จะไม่ปล่อยให้ความคิดลบควบคุมอารมณ์ของตนเอง
CBT เหมาะกับการรักษาผู้ป่วยที่กำลังมีภาวะซึมเศร้า ในขณะที่ MBCT มักใช้เพื่อป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
(2) หลักการทำงานของ MBCT
MBCT ใช้เทคนิค การฝึกสติ (Mindfulness Meditation) และ การบำบัดทางความคิด เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะรับมือกับอาการซึมเศร้าอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีองค์ประกอบสำคัญดังนี้:
(2.1) การฝึกสติ (Mindfulness Meditation)
- ฝึกให้ผู้ป่วยตระหนักรู้ถึง ความคิดและอารมณ์ของตัวเองโดยไม่ตัดสิน
- ใช้วิธีเช่น การสังเกตลมหายใจ การสแกนร่างกาย และการฝึกสมาธิ
- ช่วยลด ภาวะคิดวนซ้ำ (Rumination) ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้โรคซึมเศร้ากลับมาเป็นซ้ำ
(2.2) การยอมรับ (Acceptance) และการปล่อยวาง (Letting Go)
- สอนให้ผู้ป่วย อยู่กับปัจจุบัน แทนที่จะจมอยู่กับอดีตหรือกังวลเกี่ยวกับอนาคต
- ฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ว่า ความคิดลบเป็นเพียง “ความคิด” ไม่ใช่ “ความจริง”
(2.3) การฝึกตอบสนองต่อความคิดลบอย่างมีสติ
- ผู้ป่วยเรียนรู้ที่จะสังเกต Cognitive Distortions (การบิดเบือนทางความคิด) และ เปลี่ยนแปลงวิธีตอบสนอง
- ตัวอย่าง:
❌ “ฉันไม่มีใครรักเลย” → แทนที่จะปล่อยให้ความคิดนี้ครอบงำ ผู้ป่วยจะสังเกตและยอมรับว่ามันเป็นเพียงความคิด ไม่ใช่ข้อเท็จจริง
(3) ประสิทธิภาพของ MBCT ในการลดการกลับเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้า
ผลการศึกษาพบว่า:
- MBCT ลดโอกาสกลับเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้าได้ถึง 43-50% โดยเฉพาะในผู้ที่เคยมีภาวะซึมเศร้ามากกว่า 3 ครั้ง
- MBCT มีประสิทธิภาพสูงสุดในผู้ป่วยที่มีภาวะคิดวนซ้ำ (Rumination) ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของการกลับเป็นซ้ำ
- การใช้ MBCT ร่วมกับยาต้านเศร้า สามารถลดโอกาสกลับเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้าได้ดีกว่าการใช้ยาเพียงอย่างเดียว
หมายเหตุ: MBCT ได้รับการรับรองจาก NICE (National Institute for Health and Care Excellence) ให้เป็นแนวทางการรักษามาตรฐานสำหรับ การป้องกันโรคซึมเศร้ากลับเป็นซ้ำ
(4) ขั้นตอนในการฝึก MBCT
MBCT มักถูกออกแบบให้เป็นโปรแกรมฝึกฝน 8 สัปดาห์ ซึ่งประกอบด้วยเทคนิคหลักดังนี้:
(4.1) การสังเกตลมหายใจ (Breathing Awareness)
- ฝึกให้ผู้ป่วยเรียนรู้ การจดจ่ออยู่กับลมหายใจ
- ช่วยให้ควบคุมอารมณ์และลดความเครียด
(4.2) การสแกนร่างกาย (Body Scan Meditation)
- ฝึกให้ผู้ป่วยรับรู้ถึงความรู้สึกของร่างกาย
- ลดความตึงเครียดและช่วยให้จิตใจสงบ
(4.3) การฝึกสติในชีวิตประจำวัน (Mindful Living)
- ฝึกให้ผู้ป่วย ใช้สติในการทำกิจกรรมประจำวัน เช่น กินอาหาร อาบน้ำ เดิน
(4.4) การจดบันทึกความคิด (Thought Journal)
- ให้ผู้ป่วยเขียนบันทึกเกี่ยวกับความคิดและอารมณ์ของตัวเอง
- ช่วยให้ตระหนักถึงรูปแบบความคิดที่เป็นปัญหาและหาวิธีจัดการ
(5) MBCT เหมาะกับใคร?
- ✅ ผู้ที่เคยเป็นโรคซึมเศร้ามากกว่า 2-3 ครั้ง และต้องการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
- ✅ ผู้ที่มีแนวโน้มคิดวนซ้ำ (Rumination) และต้องการลดความคิดลบ
- ✅ ผู้ที่ต้องการลดการพึ่งพายาต้านเศร้าและต้องการแนวทางบำบัดระยะยาว
MBCT ไม่เหมาะสำหรับ:
❌ ผู้ที่อยู่ในภาวะซึมเศร้ารุนแรงและยังไม่สามารถควบคุมอารมณ์ของตัวเองได้
❌ ผู้ที่มีภาวะโรคจิต (Psychosis) หรือโรคไบโพลาร์ขั้นรุนแรง
3.3 การรักษาด้วยวิธีอื่นๆ
3.3.1 ECT (Electroconvulsive Therapy) – การบำบัดด้วยกระแสไฟฟ้าในกรณีโรคซึมเศร้ารุนแรง
Electroconvulsive Therapy (ECT) หรือ การบำบัดด้วยกระแสไฟฟ้า เป็นหนึ่งในแนวทางการรักษาโรคซึมเศร้ารุนแรงที่ได้รับการยอมรับทางการแพทย์ แม้ว่าในอดีตจะมีภาพลักษณ์เชิงลบเกี่ยวกับการรักษาด้วย ECT แต่ในปัจจุบัน ECT ได้รับการปรับปรุงให้มีความปลอดภัยสูง และใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่ตอบสนองต่อวิธีการรักษาอื่นๆ
(1) ECT คืออะไร และทำงานอย่างไร?
ECT เป็นกระบวนการรักษาที่ใช้กระแสไฟฟ้าอ่อนๆ กระตุ้นสมอง เพื่อช่วยปรับสมดุลสารเคมีในสมอง โดยกระแสไฟฟ้านี้จะทำให้เกิดอาการชักชั่วขณะ ซึ่งช่วยให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับเซลล์ประสาท
✅ ECT ทำงานโดย:
- เพิ่มระดับสารสื่อประสาท (Neurotransmitters) เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และนอร์เอพิเนฟริน (Norepinephrine) ซึ่งช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้า
- กระตุ้นการเจริญเติบโตของเซลล์สมองในบริเวณที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ เช่น Hippocampus และ Prefrontal Cortex
- ช่วยให้สมองปรับตัวและลดภาวะซึมเศร้าอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในผู้ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตาย
ECT ไม่ได้ใช้ไฟฟ้าแรงสูง และผู้ป่วยจะได้รับยาสลบและยาคลายกล้ามเนื้อก่อนการรักษา ดังนั้น ECT ในปัจจุบันมีความปลอดภัยและไม่ก่อให้เกิดความเจ็บปวด
(2) ECT ใช้รักษาในกรณีไหนบ้าง?
ECT ถูกใช้เป็นแนวทางการรักษาในกรณีที่ โรคซึมเศร้ามีความรุนแรงและไม่ตอบสนองต่อการรักษาด้วยยาและจิตบำบัด โดยเฉพาะในกรณีต่อไปนี้:
✅ ผู้ป่วยโรคซึมเศร้ารุนแรง (Severe Major Depression) ที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านเศร้าหลายชนิด
✅ ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตาย (High Suicide Risk) และต้องการผลการรักษาอย่างรวดเร็ว
✅ ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้าพร้อมอาการทางจิต (Psychotic Depression) เช่น อาการหลงผิด หรือประสาทหลอน
✅ ผู้ป่วยที่ไม่สามารถใช้ยาต้านเศร้าได้ เช่น ผู้ที่มีปัญหาตับ ไต หรือหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียงจากยา
✅ ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรงร่วมกับโรคไบโพลาร์ และไม่ตอบสนองต่อ Mood Stabilizers
(3) กระบวนการทำ ECT เป็นอย่างไร?
กระบวนการทำ ECT มีดังนี้:
- ผู้ป่วยได้รับการตรวจร่างกายและตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (ECG) เพื่อประเมินความปลอดภัย
- ให้ยาสลบและยาคลายกล้ามเนื้อ เพื่อป้องกันอาการเกร็งและทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกตัว
- กระแสไฟฟ้าถูกปล่อยไปยังสมองผ่านขั้วไฟฟ้าบริเวณศีรษะ เป็นระยะเวลา 5-10 วินาที
- เกิดอาการชักชั่วขณะ (Seizure) ประมาณ 20-60 วินาที ซึ่งช่วยให้สมองเกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมี
- ผู้ป่วยฟื้นตัวจากยาสลบภายใน 5-10 นาที และสามารถกลับบ้านได้ภายในวันเดียวกัน
ECT มักทำเป็นชุด ประมาณ 6-12 ครั้ง (2-3 ครั้งต่อสัปดาห์) ขึ้นอยู่กับอาการของผู้ป่วย
(4) ประสิทธิภาพของ ECT ในการรักษาโรคซึมเศร้า
จากการศึกษาพบว่า:
- ECT มีประสิทธิภาพสูงมาก โดยสามารถช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นได้ถึง 70-90% ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น
- ECT ช่วยลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง
- ECT ให้ผลลัพธ์เร็วมาก โดยผู้ป่วยบางรายสามารถเห็นการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ภายใน 1-2 สัปดาห์
หมายเหตุ: แม้ว่า ECT จะให้ผลลัพธ์ที่ดี แต่ก็ต้องทำร่วมกับ ยาและการบำบัดทางจิตวิทยา เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
(5) ผลข้างเคียงของ ECT มีอะไรบ้าง?
แม้ว่า ECT จะเป็นการรักษาที่ปลอดภัยในปัจจุบัน แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงบางอย่าง ได้แก่:
✅ ผลข้างเคียงชั่วคราว (พบได้บ่อย):
- ปวดศีรษะ วิงเวียน คลื่นไส้
- ความจำขาดหายช่วงสั้น (Retrograde Amnesia) เช่น ลืมเหตุการณ์ก่อนและหลังทำ ECT ไปชั่วคราว
- อาการอ่อนเพลีย หรือสับสนหลังตื่นจากยาสลบ
✅ ผลข้างเคียงระยะยาว (พบน้อยมาก):
- ปัญหาด้านความจำในบางกรณี (แต่โดยปกติจะฟื้นตัวภายใน 6 เดือน)
- ในผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม อาจมีความเสี่ยงด้าน Cognitive Impairment
หมายเหตุ: ECT ไม่ได้ทำให้สมองเสียหาย และการสูญเสียความจำชั่วคราวมักเป็นอาการที่เกิดขึ้นชั่วคราว
(6) ข้อดีและข้อเสียของ ECT
✅ ข้อดีของ ECT:
- เห็นผลเร็ว เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการการรักษาเร่งด่วน
- มีประสิทธิภาพสูงมาก (70-90% ของผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น)
- เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยา
- ลดความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
❌ ข้อเสียของ ECT:
- ต้องทำซ้ำหลายครั้ง และต้องได้รับการดูแลจากแพทย์เฉพาะทาง
- อาจมีผลข้างเคียงเรื่องความจำขาดหายช่วงสั้น
- ต้องใช้ยาสลบ ซึ่งอาจมีความเสี่ยงในผู้ป่วยที่มีโรคหัวใจหรือปัญหาระบบทางเดินหายใจ
3.3.2 TMS (Transcranial Magnetic Stimulation) – การกระตุ้นสมองด้วยคลื่นแม่เหล็ก
Transcranial Magnetic Stimulation (TMS) เป็นเทคนิคที่ใช้ สนามแม่เหล็กความเข้มสูง กระตุ้นสมองเพื่อรักษาโรคซึมเศร้า โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านเศร้าและการบำบัดทางจิตวิทยา TMS ได้รับการรับรองจาก FDA และองค์การอนามัยโลก (WHO) ว่าเป็นทางเลือกในการรักษาโรคซึมเศร้าที่ปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ
(1) TMS คืออะไร และทำงานอย่างไร?
TMS เป็นการรักษาที่ใช้ คลื่นแม่เหล็กกำลังสูงกระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์ โดยเฉพาะ Prefrontal Cortex ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการควบคุมอารมณ์และพฤติกรรม
✅ หลักการทำงานของ TMS:
- ใช้ขดลวดแม่เหล็กไฟฟ้าวางบนหนังศีรษะของผู้ป่วย
- ส่งคลื่นแม่เหล็กความเข้มสูงเข้าไปกระตุ้นเซลล์ประสาทที่เกี่ยวข้องกับภาวะซึมเศร้า
- คลื่นแม่เหล็กกระตุ้นการทำงานของ เซลล์ประสาท (Neurons) และเพิ่มระดับ สารสื่อประสาท (Neurotransmitters) เช่น เซโรโทนิน (Serotonin) และโดปามีน (Dopamine)
- ช่วยให้วงจรสมองที่ทำงานผิดปกติในโรคซึมเศร้ากลับมาทำงานปกติ
TMS แตกต่างจาก ECT อย่างไร?
คุณสมบัติ | TMS | ECT |
วิธีการทำงาน | ใช้คลื่นแม่เหล็กกระตุ้นสมอง | ใช้กระแสไฟฟ้ากระตุ้นสมอง |
ผู้ป่วยต้องใช้ยาสลบหรือไม่? | ❌ ไม่ต้องใช้ยาสลบ | ✅ ต้องใช้ยาสลบ |
มีอาการชักจากการรักษาหรือไม่? | ❌ ไม่มีอาการชัก | ✅ เกิดอาการชักควบคุมได้ |
ผลข้างเคียงด้านความจำ | ❌ ไม่มีผลกระทบต่อความจำ | ⚠️ อาจมีความจำขาดหายช่วงสั้น |
ระยะเวลาการรักษา | 4-6 สัปดาห์ (5 วัน/สัปดาห์) | 6-12 ครั้ง (2-3 ครั้ง/สัปดาห์) |
เหมาะสำหรับ | ผู้ป่วยที่ดื้อต่อยาและไม่ต้องการ ECT | ผู้ป่วยซึมเศร้ารุนแรงหรือมีความเสี่ยงฆ่าตัวตายสูง |
ข้อดีของ TMS:
- ไม่ต้องใช้ยาสลบ ผู้ป่วยสามารถทำการรักษาและกลับบ้านได้ทันที
- ไม่มีผลข้างเคียงต่อความจำ ต่างจาก ECT
- เป็นวิธีที่ไม่รุกล้ำร่างกาย ไม่มีความเสี่ยงจากการใช้ยา
ข้อเสียของ TMS:
• ต้องใช้เวลารักษาต่อเนื่อง 4-6 สัปดาห์
• ผลลัพธ์อาจไม่ชัดเจนในบางราย และต้องรักษาซ้ำในระยะยาว
• มีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงกว่าการใช้ยา
(2) ผลการศึกษาเกี่ยวกับ TMS
จากการศึกษาพบว่า:
- TMS ช่วยให้อาการซึมเศร้าดีขึ้นได้ 50-60% ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยาต้านเศร้า
- ประมาณ 30% ของผู้ป่วยที่ได้รับ TMS มีอาการหายขาด (Remission)
- TMS มีประสิทธิภาพสูงกว่า “ยาต้านเศร้าเพียงอย่างเดียว” ในผู้ป่วยที่เคยใช้ยาแล้วไม่ได้ผล
กรณีศึกษา:
งานวิจัยจาก Journal of Clinical Psychiatry พบว่า TMS มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับ ECT ในผู้ป่วยที่ไม่ตอบสนองต่อยา โดยมีผลข้างเคียงน้อยกว่า
การศึกษาของ American Journal of Psychiatry ระบุว่า TMS ช่วยลดอาการซึมเศร้าในระยะยาวได้ดีกว่าการใช้ยาต้านเศร้าเพียงอย่างเดียว
(3) การทำ TMS ใช้เวลากี่ครั้งจึงเห็นผล?
✅ โปรแกรมการรักษา TMS ทั่วไป:
- ระยะเวลา: 4-6 สัปดาห์
- ความถี่: 5 ครั้งต่อสัปดาห์ (วันละ 30-40 นาที)
- จำนวนครั้งที่แนะนำ: 20-30 ครั้ง
หมายเหตุ:
- ผู้ป่วยบางรายอาจต้องทำ “Maintenance TMS” หรือการกระตุ้นซ้ำในอนาคต
- หากผู้ป่วยตอบสนองดี อาการซึมเศร้าอาจดีขึ้นภายใน 2-4 สัปดาห์แรก
(4) ข้อควรระวังและข้อจำกัดของ TMS
✅ TMS ปลอดภัยสำหรับผู้ป่วยส่วนใหญ่ แต่มีข้อจำกัดดังนี้:
❌ ผู้ที่มีโลหะฝังในศีรษะหรือสมอง เช่น ขดลวดหลอดเลือดสมอง (Aneurysm Clip) ห้ามทำ TMS
❌ ผู้ที่เป็นโรคลมชัก (Epilepsy) อาจมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดอาการชัก
❌ ผลลัพธ์ของ TMS อาจแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล และบางรายอาจต้องใช้วิธีรักษาอื่นร่วมด้วย
แนวทางการรักษาโรคซึมเศร้า – การแบ่งระยะของการรักษา
โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่สามารถรักษาได้ แต่ต้องอาศัยกระบวนการรักษาอย่างเป็นระบบ โดยทั่วไปแล้ว การรักษาโรคซึมเศร้าแบ่งออกเป็น 3 ระยะหลัก ซึ่งมีเป้าหมายและแนวทางที่แตกต่างกันไป
3.4 ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกแนวทางการรักษา
แพทย์จะเลือกแนวทางการรักษาตาม ปัจจัยของแต่ละบุคคล เช่น
3.4.1 ความรุนแรงของอาการ
- อาการซึมเศร้าเล็กน้อยถึงปานกลาง: อาจเลือกใช้ การรักษาด้วยยา หรือ การรักษาด้วยจิตบำบัด (CBT, MBCT) อย่างใดอย่างหนึ่งได้ หรือในบางกรณี อาจใช้ร่วมกันเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรักษา ขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์และความต้องการของผู้ป่วย
- อาการซึมเศร้ารุนแรง: มักต้องใช้ ยาต้านเศร้า ควบคู่กับ จิตบำบัด
- อาการซึมเศร้ารุนแรงมาก (Severe Depression): อาจพิจารณา ECT หรือ TMS ในกรณีที่ไม่ตอบสนองต่อยา
3.4.2 ประวัติการเป็นโรคซึมเศร้า
- ผู้ที่เคยเป็นซึมเศร้ามาก่อนและหายไปนาน อาจไม่ต้องใช้ยาต่อเนื่อง
- ผู้ที่เคยเป็นซ้ำหลายครั้ง อาจต้องใช้ยาระยะยาวเพื่อป้องกันการเกิดซ้ำ
3.4.3 ปัจจัยทางชีวภาพและสิ่งแวดล้อม
- ผู้ที่มี ประวัติครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า อาจมีแนวโน้มต้องใช้ยาเป็นเวลานาน
- ปัจจัยทางสังคมและสิ่งแวดล้อม เช่น ความเครียดจากงานหรือปัญหาครอบครัว อาจต้องการ การทำจิตบำบัดควบคู่กับการรักษาด้วยยา
4.ระยะของการรักษาโรคซึมเศร้า
4.1 Acute Phase (ระยะเฉียบพลัน) – การลดอาการซึมเศร้าให้เร็วที่สุด
✅ เป้าหมาย: ลดอาการซึมเศร้าให้ได้มากที่สุดภายใน 6-12 สัปดาห์แรก เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาใช้ชีวิตประจำวันได้
✅ แนวทางการรักษา:
- การใช้ ยาต้านเศร้า (Antidepressants) โดยแพทย์จะเลือกกลุ่มยาที่เหมาะสมกับผู้ป่วย
- การทำ จิตบำบัด (Psychotherapy) เช่น CBT (Cognitive Behavioral Therapy)
- การปรับพฤติกรรมและการใช้เทคนิคจัดการความเครียด
หมายเหตุ: ในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย หรือมีอาการรุนแรงมาก อาจพิจารณา การรักษาในโรงพยาบาล (Inpatient Treatment) หรือใช้วิธีการรักษาที่ให้ผลเร็ว เช่น ECT (Electroconvulsive Therapy)
4.2 Continuation Phase (ระยะคงสภาพ) – ป้องกันอาการกลับมาเป็นซ้ำ
✅ เป้าหมาย: รักษาอาการให้คงที่และป้องกันอาการซึมเศร้ากลับมาเป็นซ้ำในช่วง 4-9 เดือนถัดไป
✅ แนวทางการรักษา:
- การใช้ยาต้านเศร้าอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอาการจะดีขึ้นแล้ว แพทย์มักจะแนะนำให้ใช้ยาอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
- การติดตามผลและการปรับยา: หากผู้ป่วยมีอาการดีขึ้น อาจมีการปรับขนาดยาหรือวางแผนการหยุดยาแบบค่อยเป็นค่อยไป
- การทำจิตบำบัดต่อเนื่อง: เช่น CBT หรือ MBCT เพื่อเสริมสร้างทักษะในการจัดการกับความคิดลบและป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ
หมายเหตุ: หากผู้ป่วยหยุดยาเร็วเกินไป มีโอกาสสูงถึง 50-80% ที่อาการซึมเศร้าจะกลับมาเป็นซ้ำ
4.3 Maintenance Phase (ระยะป้องกันระยะยาว) – ป้องกันการกลับเป็นซ้ำในอนาคต
✅ เป้าหมาย: ป้องกันอาการซึมเศร้าในระยะยาว โดยเฉพาะในผู้ที่มี ภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง หรือมีประวัติเป็นซ้ำบ่อย
✅ แนวทางการรักษา:
- การใช้ยาต้านเศร้าในระยะยาว (ในกรณีที่เคยมีอาการซึมเศร้ารุนแรง หรือเป็นซ้ำหลายครั้ง)
- การทำจิตบำบัดเป็นระยะ: เพื่อช่วยให้ผู้ป่วยสามารถจัดการกับปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดอาการซึมเศร้าได้
- การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและไลฟ์สไตล์: เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ และการปรับปรุงรูปแบบการใช้ชีวิต
หมายเหตุ: ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymia) หรือมีอาการเป็นซ้ำมากกว่า 2 ครั้ง อาจต้องใช้ยาต้านเศร้าต่อเนื่องหลายปี หรือบางกรณีอาจต้องใช้ตลอดชีวิต
5.อัตราการหายขาดและโอกาสกลับมาเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่สามารถรักษาให้ดีขึ้นได้ แต่ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกได้เช่นกัน ข้อมูลทางสถิติพบว่า ผู้ป่วยจำนวนมากสามารถฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้าได้ แต่ต้องได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
5.1 อัตราการหายขาดของโรคซึมเศร้า
ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าประมาณ 50-60% ที่ได้รับการรักษาด้วย ยาต้านเศร้า (Antidepressants) หรือ จิตบำบัด (CBT/MBCT) อย่างเหมาะสมสามารถฟื้นตัวจากอาการซึมเศร้าได้ภายใน 6-12 เดือนแรก
ในกรณีที่ใช้ยาต้านเศร้าควบคู่กับการบำบัดทางจิตวิทยา อัตราการฟื้นตัวสามารถเพิ่มขึ้นเป็น 70-80%
อย่างไรก็ตาม ประมาณ 20-30% ของผู้ป่วยยังคงมีอาการบางส่วน (Residual Symptoms) แม้ว่าจะได้รับการรักษาครบถ้วน ซึ่งอาจต้องการการรักษาระยะยาว
หมายเหตุ:อัตราการฟื้นตัวขึ้นอยู่กับ ประเภทของโรคซึมเศร้า ความรุนแรง และการตอบสนองต่อการรักษา
• ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาในระยะแรกเริ่ม มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้เร็วและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
5.2 อัตราการกลับมาเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้า
แม้ว่าผู้ป่วยจำนวนมากจะสามารถฟื้นตัวจากภาวะซึมเศร้าได้ แต่ โรคซึมเศร้ามีแนวโน้มกลับมาเป็นซ้ำได้สูง โดยเฉพาะหากไม่มีการรักษาต่อเนื่อง
ข้อมูลทางสถิติพบว่า:
- 50-85% ของผู้ป่วยที่เคยเป็นซึมเศร้า มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกครั้งในชีวิต
- ประมาณ 50% ของผู้ที่เคยเป็นซึมเศร้า 1 ครั้ง จะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีก
- หากเคยเป็นซึมเศร้ามากกว่า 2 ครั้ง โอกาสกลับมาเป็นซ้ำเพิ่มเป็น 70-90%
ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการกลับเป็นซ้ำ ได้แก่:
✔️ ผู้ที่เคยมีอาการซึมเศร้ามากกว่า 2 ครั้ง
✔️ ผู้ที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคซึมเศร้า
✔️ ผู้ที่หยุดยาเร็วกว่าที่แพทย์แนะนำ
✔️ ผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymia)
✔️ ผู้ที่มีปัจจัยกระตุ้น เช่น ความเครียดเรื้อรัง การสูญเสีย หรือปัญหาครอบครัว
5.3 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการฟื้นตัวหรือการกลับเป็นซ้ำ
ปัจจัยที่ช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้ดี:
✅ การเข้ารับการรักษาเร็ว และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์
✅ การใช้ยาต้านเศร้าและ/หรือการบำบัดทางจิตวิทยาอย่างต่อเนื่อง
✅ การได้รับการสนับสนุนจากครอบครัวและสังคม
✅ การดูแลสุขภาพกายและจิตใจ เช่น การออกกำลังกาย การทำสมาธิ
ปัจจัยที่เพิ่มโอกาสการกลับเป็นซ้ำ:
❌ หยุดยาต้านเศร้าก่อนกำหนด
❌ ความเครียดสะสม หรือมีเหตุการณ์กระทบจิตใจรุนแรง
❌ มีโรคทางจิตเวชอื่นร่วม เช่น โรควิตกกังวล หรือ Bipolar Disorder
❌ การใช้สารเสพติดหรือแอลกอฮอล์
5.4 การป้องกันการกลับเป็นซ้ำของโรคซึมเศร้า
แนวทางสำคัญในการลดโอกาสกลับเป็นซ้ำ ได้แก่:
(1) การใช้ยาต้านเศร้าอย่างต่อเนื่อง
- ผู้ที่เป็นซึมเศร้าครั้งแรก ควรใช้ยาอย่างน้อย 6-12 เดือน
- ผู้ที่เคยมีอาการซึมเศร้ามากกว่า 2 ครั้ง อาจต้องใช้ยา 1-2 ปี หรือมากกว่านั้น
- ในบางกรณีที่เป็นซึมเศร้าเรื้อรัง แพทย์อาจพิจารณาให้ใช้ยา ตลอดชีวิต
(2) การทำจิตบำบัดระยะยาว
• CBT และ MBCT สามารถช่วยให้ผู้ป่วยเรียนรู้วิธีรับมือกับความคิดลบและป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
• การฝึก Mindfulness และการฝึกสติ สามารถช่วยลดความเครียดและความวิตกกังวล
(3) การเปลี่ยนแปลงไลฟ์สไตล์
- การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (ช่วยเพิ่มสารเซโรโทนินในสมอง)
- การนอนหลับให้เพียงพอ และหลีกเลี่ยงแอลกอฮอล์
- การหาเครือข่ายสนับสนุน เช่น ครอบครัว เพื่อน หรือกลุ่มช่วยเหลือผู้ป่วยซึมเศร้า
(4)ความสำคัญของการปฏิบัติตามแนวทางการรักษา
หนึ่งในสาเหตุที่ทำให้โรคซึมเศร้ากลับมาเป็นซ้ำบ่อย คือ ผู้ป่วยหยุดการรักษาก่อนกำหนด ซึ่งอาจเกิดจาก:
คิดว่าอาการดีขึ้นแล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ยาต่อ
• กังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา
• ไม่ได้รับคำแนะนำที่ชัดเจนเกี่ยวกับระยะเวลาการรักษา
ข้อควรระวัง: การหยุดยาเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ อาจทำให้เกิด Withdrawal Symptoms (อาการถอนยา) เช่น ปวดศีรษะ วิตกกังวล เวียนศีรษะ หรืออารมณ์แปรปรวน และเพิ่มโอกาสที่โรคซึมเศร้าจะกลับมาเป็นซ้ำ
6.การรักษาแบบผู้ป่วยใน เมื่อไหร่ที่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาล
Indications สำหรับการแอดมิทโรงพยาบาลในกรณีโรคซึมเศร้า
โรคซึมเศร้าส่วนใหญ่สามารถรักษาได้โดยการพบแพทย์นอกโรงพยาบาล (Outpatient Care) แต่ในบางกรณีที่มีอาการรุนแรง การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล (Inpatient Care หรือ Admission) เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดและปลอดภัย
6.1 เมื่อใดที่ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าควรเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล?
✅ การแอดมิทในโรงพยาบาลมีความจำเป็นในกรณีที่ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อชีวิต หรือไม่สามารถดูแลตัวเองได้ โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 สถานการณ์หลัก:
- มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย (Suicidal Risk)
- มีอาการซึมเศร้ารุนแรงและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ (Severe Functional Impairment)
- มีอาการซึมเศร้าพร้อมอาการทางจิต (Psychotic Depression)
6.2 สัญญาณที่บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการแอดมิทโรงพยาบาล
(1) มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย (Suicidal Risk)
- ผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการฆ่าตัวตายควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาลทันที โดยสัญญาณที่ต้องระวัง ได้แก่:
- มีความคิดฆ่าตัวตายซ้ำๆ (Recurrent Suicidal Thoughts)
- มีแผนการหรือเตรียมการฆ่าตัวตาย (Suicide Plan & Intent) เช่น เก็บยา กำหนดวันฆ่าตัวตาย
- พยายามฆ่าตัวตายแล้ว (Suicide Attempt)
- มีภาวะหมดหวังรุนแรง (Severe Hopelessness) และมองไม่เห็นทางออก
- ผู้ป่วยไม่มีเครือข่ายสนับสนุน (Lack of Social Support) เช่น อยู่คนเดียว ไม่มีคนดูแล
- กรณีที่ต้องแอดมิททันที:
- ผู้ป่วยที่มี แผนและความตั้งใจฆ่าตัวตายแน่นอน (Suicide Plan & High Intent)
- ผู้ป่วยที่เพิ่งพยายามฆ่าตัวตาย และยังมีความคิดฆ่าตัวตายอยู่
- ผู้ป่วยที่มีอาการซึมเศร้ารุนแรงจนไม่สามารถควบคุมตนเองได้
(2)มีอาการซึมเศร้ารุนแรงและไม่สามารถดูแลตัวเองได้ (Severe Functional Impairment)
หากผู้ป่วยมีอาการซึมเศร้ารุนแรงจนไม่สามารถดำเนินชีวิตได้ปกติ ควรได้รับการรักษาในโรงพยาบาล ตัวอย่างอาการ ได้แก่:
- ไม่ยอมกินอาหาร หรือมีน้ำหนักลดลงอย่างรุนแรง (Severe Weight Loss & Anorexia)
- ไม่สามารถดูแลสุขอนามัยส่วนตัวได้ (Poor Self-Care & Neglect of Hygiene) เช่น ไม่อาบน้ำ ไม่ลุกจากเตียง
- ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ (Inability to Perform ADLs – Activities of Daily Living) เช่น ไม่สามารถลุกจากเตียงเพื่อไปห้องน้ำ
- ซึมเศร้าและมีภาวะเฉื่อยชา (Severe Psychomotor Retardation) เช่น ไม่พูด ไม่โต้ตอบ
- มีปัญหาการนอนไม่หลับรุนแรง (Severe Insomnia) จนกระทบต่อสุขภาพจิต
กรณีที่ต้องแอดมิททันที:
ผู้ป่วยที่มีภาวะซึมเศร้าจนไม่กินอาหาร และเสี่ยงต่อภาวะขาดสารอาหาร (Malnutrition)
ผู้ป่วยที่มีภาวะขาดน้ำรุนแรงจากการไม่ดื่มน้ำ (Dehydration)
ผู้ป่วยที่ไม่สามารถสื่อสารหรือโต้ตอบได้เลย
(3) มีอาการซึมเศร้าพร้อมอาการทางจิต (Psychotic Depression)
- โรคซึมเศร้าที่มีอาการทางจิตเป็นภาวะที่ต้องรักษาในโรงพยาบาล เนื่องจากอาจเป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้อื่น ลักษณะอาการที่พบได้ ได้แก่:
- อาการหลงผิด (Delusions) เช่น เชื่อว่าตนเองทำผิดร้ายแรง หรือมีคนพยายามทำร้ายตนเอง
- อาการประสาทหลอน (Hallucinations) เช่น ได้ยินเสียงสั่งให้ทำร้ายตัวเอง
- อาการหวาดระแวงรุนแรง (Paranoia) หรือพฤติกรรมแปลกประหลาด
กรณีที่ต้องแอดมิททันที:
ผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตรุนแรง และไม่สามารถรับรู้ความเป็นจริงได้
ผู้ป่วยที่มีอาการหลงผิดเกี่ยวกับการฆ่าตัวตาย (Delusional Suicidality)
6.3 ขั้นตอนการรักษาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าในโรงพยาบาล
✅ 1. การประเมินความเสี่ยง (Risk Assessment)
- แพทย์จะใช้เครื่องมือวัดระดับความเสี่ยง เช่น Columbia-Suicide Severity Rating Scale (C-SSRS)
- ประเมินความสามารถในการดูแลตนเอง
✅ 2. การรักษาในโรงพยาบาล (Inpatient Treatment)
- ใช้ ยาต้านเศร้า (Antidepressants) และยากลุ่ม Antipsychotics ในกรณีมีอาการทางจิต
- บำบัดด้วย CBT, DBT (Dialectical Behavior Therapy) และ MBCT
- ดูแลเรื่องโภชนาการและการพักผ่อน
✅ 3. การเตรียมแผนดูแลหลังออกจากโรงพยาบาล (Discharge Planning)
- จัดทำแผนการรักษาต่อเนื่อง (Outpatient Follow-up)
- ให้ความรู้เกี่ยวกับ การรับมือกับความเครียดและการป้องกันการกลับเป็นซ้ำ
- เชื่อมโยงผู้ป่วยเข้ากับกลุ่มสนับสนุน เช่น Peer Support Groups
6.4 การดูแลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่มีแนวโน้มฆ่าตัวตาย
✅ แนวทางการดูแลในโรงพยาบาลสำหรับผู้ป่วยเสี่ยงฆ่าตัวตาย:
- การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด (Suicide Watch) ระดับ 24 ชั่วโมง
- งดอุปกรณ์ที่อาจเป็นอันตราย เช่น เชือก มีด ยาเกินขนาด
- ให้การบำบัดทางจิตวิทยา เช่น CBT-Based Suicide Prevention Therapy
- สร้างเครือข่ายสนับสนุน (Family & Social Support)
หลังออกจากโรงพยาบาล ควรมีการติดตามผลอย่างใกล้ชิด และให้ผู้ป่วยได้รับความช่วยเหลืออย่างต่อเนื่อง
หวังว่าบทความนี้จะทำให้ท่านผู้อ่านได้เข้าใจโรคซึมเศร้าในแง่มุมต่างๆได้ละเอียดและลึกซึ้งขึ้น หากพบว่าคนใกล้ชิดหรือตนเองมีอาการสงสัยว่าอาจจะเป็นโรคซึมเศร้าควรรีบมาปรึกษาจิตแพทย์ครับ